IMITATION
LEAKS

“Imitation Leaks” is conceived from the exploration of the idea of a physical house in relation to spatial consciousness, the main observation of which came from the leaks in houses – rifts and ruptures of housing material which reflect deterioration. This then begs the question of why a house with leaks can be defined as a damaged house. As such, the leaks and openings affect the space and overall integrity of the house’s internal ecosystem.

ชำรุดจำลอง เป็นผลทางความคิดที่เริ่มต้นจากการสำรวจความเป็นบ้านเชิงกายภาพเชื่อมโยงถึงความคิดและสำนึกทางพื้นที่ ข้อสังเกตหลักที่ทำให้เกิดความคิดนี้คือความสงสัยจาก รอยรั่วซึมที่เกิดขึ้นของบ้าน รอยแยกหรือปริแตกของวัสดุที่ประกอบเป็นบ้านแสดงให้เห็นถึงความผุพังชำรุด จึงนำสู่คำถามที่ว่าทำไมบ้านที่รั่วซึมหักพังจึงอยู่ในความหมายของ บ้านที่ชำรุด ลักษณะที่เห็นได้จากปรากฏการณ์บ้านชำรุดแบบนี้คือเมื่อบางส่วนรั่วซึมมีความหมายว่าส่วนนั้นละเลยความแน่นหนาจนสามารถปล่อยให้เกิดช่องโหว่เป็นช่องว่างที่มีผลเชื่อมโยงกับระบบนิเวศภายในบ้าน 

ชำรุดจำลอง
พ.ศ.2564
วิดีโอ/ สี/ เสียง
6:39 นาที

Imitation Leaks
2021
Video/ Colour/ Sound
6:39 Minute

ชำรุดจำลอง

หากการรั่วซึมหมายถึงมีส่วนที่ชำรุดผุพังจนมีพื้นที่ให้สิ่งภายในสามารถแลกเปลี่ยนกับสิ่งภายในได้ เช่น อากาศ แมลง เสียง ความชื้น ฝนและอื่นๆ สิ่งพวกนี้ล้วนยืนยันความบกพร่องของส่วนที่ชำรุด ตัวอย่าง ขอบหน้าต่าง ที่การทำงานของมันคือใช้เปิดปิดตามความต้องการของผู้ใช้ แต่หากขอบหน้าต่างนั้นมีช่องว่างหรือผุกร่อนเกิดขึ้นเป็นรูจนสามารถมีแมลงบินเข้ามาหรือน้ำรั่วยามฝนตก แสดงให้เห็นว่ากรอบหน้าต่างนั้นไม่ได้มีการทำงานตามเจตนาของความต้องการเปิดปิดตามดั่งใจหมายอีกต่อไป กรอบหน้าต่างที่ผุพังมีรูช่องจึงสามารถอยู่ในนิยามว่า “ชำรุด” เพราะเป็นความเสียหาย เสื่อมสภาพจากสิ่งที่มันเคยเป็นและต้องการซ่อมแซมเพื่อปิดสนิทและกลับมาใช้บานเปิดปิดตามต้องการของผู้ใช้ได้ดั่งเดิมจึงจะละจากความหมายนัยที่สืบต่อถึงผลของคำว่าชำรุด

ความหมายนัยที่ผลิตผลของการชำรุดในตัวอย่าง กรอบหน้าต่างรั่ว มีความหมายเชิงอุปมาถึงการไม่สามารถปกป้องรักษาความหมายถึงความรู้ที่ผู้ใช้รู้การใช้งานของมัน ขยายความคือ ผู้ใช้รู้ว่าหน้าต่างสามารถเปิดปิดได้จากบานของหน้าต่างและหากปิดสนิทก็ไม่ควรมีสิ่งใดสามารถทะลุหน้าต่างเข้ามาได้ ส่วนกรอบหน้าต่างมีหน้าที่ยึดหน้าต่างไว้กับโครงสร้างอาคารหรือกำแพงที่มันถูกติดตั้งอยู่ เมื่อกรอบรั่วจึงขัดต่อความรู้ด้านการใช้งาน อีกนัยคือกรอบหน้าต่างไม่ได้ปฏิบัติรักษาการทางความรู้ที่ผลิตมันขึ้นมาได้  การทะลักรั่วก็มีนัยของความไม่พึงประสงค์เพราะขัดกับความต้องการในการมีขอบหน้าต่าง ปรากฏการณ์รั่วซึม จึงแสดงนัยและอุปมามากกว่าสิ่งที่มันเป็นแต่ทำให้เห็นถึงความรู้ที่มีต่อวัตถุซึ่งในที่นี้คือการ ทำลายเส้นแบ่งที่จงใจกั้นไว้ เส้นแบ่งการความปลอดต่อสิ่งที่ไม่พึ่งประสงค์ (เช่น น้ำรั่วเข้ามา) ความปลอดภัยต่อสิ่งภายนอก (เช่น แมลงเล็ดลอดเข้าจากช่องที่ผุ) การผุพังรั่วซึมจึงสามารถมีนัยถึงการ บุรุก ขัดต่อความต้องการ และด้วยเหตุดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการใช้งานที่โยงกับความรู้อันมีต่อ บ้าน อาคารที่มีกำแพงมิดชิด ในฐานะ กำแพงเขตแดน 

กำแพงเขตแดนทำหน้าที่แบ่งแยกพื้นที่ การกั้นของกำแพงจึงมีความหมายของการคั่นจาก พื้นที่ทั่วไป ที่กว้างขวางและไม่มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจนสู่การแยกและให้ความหมายกับพื้นที่ที่ถูกกั้นอย่างเฉพาะ การกั้นในที่นี้จึงสามารถนำไปสู่การเลือกนิยามจากพื้นที่ที่ถูกแบ่่งคั่นจากกันได้ เช่น จากพื้นที่ทั่วไปสู่การปักเขตแดนและสร้างกำแพงจนเป็นอาคารและนิยามสิ่งนั้นว่าบ้านโดยนำเอานามธรรม ความรู้ ความเข้าใจประกอบเข้ากับโครงสร้างอาคารเป็นการกำหนดทิศทางให้อาคารนั้นพัฒนาสู่พื้นที่ทางอุดมการณ์ของผู้นิยามในคำนิยาม หากมองถึงกรณี กรอบหน้าต่างรั่ว ในความคิดแบบกำแพงเขตแดนจึงเห็นได้ว่าความผุพังเป็นภัยเพราะมันสำแดงถึงการกั้นที่ไม่สมบูรณ์และมีผลทางความหมาย เช่น ขอบหน้าต่างควรปิดสนิด หมายถึง สิ่งภายนอกไม่ควรเข้ามาภายในที่สนิดแล้วได้ แต่ กรอบหน้าต่างรั่วไม่ได้ทำงานในความหมายเช่นนั้น รอยรั่วจึงแสดงให้เห็นว่าอุดมคติของมันไม่เป็นไปตามประสงค์หรือความรู้ที่คิดว่ามันควรจะเป็นการแบ่งกั้นที่ไม่สมบูรณ์ในตัวอย่างจึงนำมาสู่คำถามเกี่ยวกับ พื้นที่ส่วนตัว และ การตัดขาดจากระบบนิเวศของพื้นที่ทั่วไป

กรณี กรอบหน้าต่างรั่ว คือเมื่อเส้นแบ่งนั้นไม่สมบูรณ์ทางการทำงานทำให้เกิดภาวะระหว่าง จากตัวอย่างน้ำซึมหากน้ำที่กล่าวถึงคือ น้ำฝน ก็จะเห็นว่ากำแพงเขตแดนที่สมบูรณ์น้ำไม่รั่วนั้นกำลังหมายถึงการตัดขาดพื้นที่เฉพาะทางผัสสะและการรับรู้ส่วนหนึ่งจากพื้นที่ทั่วไป น้ำฝน ที่เป็นไปตามระบบนิเวศของพื้นที่ทั่วไปจึงไม่ควรทะลุสู่พื้นที่เฉพาะที่กำหนดมาทางความรู้และเจตจำนงว่าควรแห้งหรือไม่รั่วซึมเปียกแฉะ 

การตัดขาดเป็นอีกหนึ่งความรู้ที่สิงอยู่ในการชำรุดกรณีกรอบหน้าต่างรั่ว จากแนวคิดนี้นำไปสู่ความใคร่รู้เกี่ยวกับความเป็นพื้นที่เฉพาะและการกำหนดพื้นที่ในเชิงพื้นที่ส่วนตัวอันหมายถึงพื้นที่เฉพาะที่แคบลงไปสู่การมีเจ้าของหรือการอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่และยังมีความหมายถึงพื้นที่ที่สิ่งใดประสงค์จะเข้ามาในกรอบนี้ต้องได้รับอนุญาตจากตัวที่ถือครองความเป็นส่วนตัวนั้น ปัญหาของความเป็นส่วนตัว ภายในภายนอก พื้นที่ทั่วไปพื่นที่เฉพาะ จึงชวนขบคิดถึงสำนึกของความเป็นเจ้าของ ปัจเจก และความเป็นทั่วไปที่นัยถึงสาธารณะ 

พื้นที่ส่วนตัวที่สามารถตัดขาดระบบนิเวศขนาดใหญ่เป็นส่วนที่น่าสนใจในยุคสมัยที่กรอบหน้าต่างถึงภายนอกไม่ใช่กรอบหน้าต่างของบ้านแต่เป็นกรอบของอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตที่มอบประสบการณ์จำลองของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่าในพื้นที่ส่วนตัวมีเสมือนว่าผู้ใช้งานนั้นคัดหามองดู แต่ระบบดังกล่าวก็ยังมีการแทรกแซงจากอัลกอริทึ่ีมเครือข่ายประมวลผลขนาดใหญ่ที่มีระบบนิเวศการทำงานเฉพาะอีกแบบหนึ่ง โลกออนไลน์สังคมอีกมิติและความเป็นส่วนตัวจึงเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนกันอยู่เสมอแม้เราเหมือนเป็นผู้ใช้ เมื่อขณะใช้โลกของข้อมูลก็ประมวลผลการใช้บางอย่างของเราไปทำงานต่อในระบบนิเวศขนาดใหญ่พร้อมกัน ประเด็นนี้จึงนำไปสู่ความเสมือนและแนบเนียนของการแทรกเข้า การอนุญาต และนิยามของพื้นที่ส่วนตัวว่าตัวเจ้าของพื้นที่(หรือเสมือนว่าเจ้าของ)มีอำนาจในการอนุญาตเปิดปิดกั้นคั่นพื้นที่เฉพาะนั้นๆได้จริงไหม

การจำลองจึงมีนัยถึงการเทียบเคียงที่อิงอยู่กับการรับรู้และความเข้าใจภาพแทน หากชำรุดถูกจำลองจึงนำไปสู่คำถามของความเบลอเลือนและลื่นไหลทางคำนิยามถึงอำนาจของความเสมือนและการสร้างความรู้ของการชำรุด หากน้ำรั่วในโลกที่หยิบจับไม่ได้ หากรอยรั่วนั้นไม่ถูกมองเห็น หากเราไม่รู้สึกถึงการแลกเปลี่ยนของระบบนิเวศทางพื้นที่ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบนิเวศไม่ได้แลกเปลี่ยนกับเราหรือเปล่า และถ้าหากคำถามต่อมาคือพื้นที่ส่วนตัวที่แท้จริงยั่งยืนดุจกำแพงปูนหนาทึบของกำแพงเขตแดนอันสมบูรณ์มีจริงไหมหรือรอยรั่วปริแตกหักพังที่เกิดขึ้นมีเพียง เกิดขึ้นได้กับเสมือนไม่เกิดขึ้น รวมทั้งสุดท้ายรอยรั่วซึมที่เป็นสัญญาณของความชำรุดจะปรากฏหรือไม่ก็ตามระบบนิเวศทั้งหมดทั้งมวลยังคงแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

ความคิดทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นคำอธิบายถึงการ ชำรุดจำลอง ที่เป็นการเห็นสิ่งชำรุดผ่านภาพแทน การกำหนดนิยามและความเข้าใจต่อสิ่งนั้นในความหมายของความไม่สมบูรณ์จากภาพแทนที่เชื่อมโยงกับอุดมคติทางนิยามที่คาดหวังหน้าที่ การทำงาน ความสมบูรณ์ของวัตถุ ไปจนถึงปัจจัยและตัวแปรทางการรับรู้ว่าการแบ่งเขตนี้มีปฏิกริยาทางความรู้ต่อมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่สามารถจินตนาการและใช้ความรู้จากการมองภาพแทน คิดจำลอง รับรู้ผ่านสิ่งเสมือนมาคำนวนเข้ากับความคิดและเข้าถึงการนิยามที่สามารถสร้างความจริงบางอย่างขึ้นมาและดำเนินความจริงนั้นให้ดำรงอยู่ในสิ่งต่างๆและความคิดต่อไปการเข้าใจสิ่งหนึ่งจึงสามารถกลายเป็นความรู้ที่โยงใยใหญ่กว่าสิ่งที่เข้าใจและทำงานเป็นระบบ

การทำความเข้าใจสิ่งต่างๆรอบตัวว่าอะไรที่สามารถกั้นคั่นแบ่งแบบใดได้บ้าง ภาพแทนของความสมบูรณ์และชำรุดมีนัยอย่างไร และผลทางความรู้ของการแบ่งเขตแดนต่างๆออกจากกันนี้จะกระทบกับความหมายของความเป็นส่วนตัว วิถีชีวิต ความเข้าใจในโครงสร้างทางความคิดของสถาปัตยกรรมและวัตถุ ไปถึงการรับรู้ความเชื่อมโยงของมนุษย์ในฐานะการร่วมระบบนิเวศกัน การคิดคำนึงต่างๆเหล่านี้ที่ทะลักมาจากรูขนาดเล็กของขอบหน้าต่างชักชวนให้ใคร่คิดถึงความเข้าใจและการสังเคราะห์องค์ความรู้จากวัตถุผุพังสู่โลกขนาดใหญ่เท่าระบบนิเวศดาวโลกและสิ่งมีชีวิตที่กำลังแสวงหาความคิดเข้าใจสิ่งต่างๆอย่างไม่สิ้นสุด โดยเริ่มจากการมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆว่าไม่ใช่ปัจเจกเอกเทศโดยสมบูรณ์แต่สิ่งใดเล่าที่ทำให้ความคิดดังกล่าวดำรงอยู่ ความคิด พื้นที่ กำแพงเขตแดน หรือ สายฝน




Imitation Leaks 

A “leak” suggests a damaged space that enables an exchange between the exterior and the interior elements like air, insects, sounds, humidity etc. For example, a window’s function is to open and close as per the user’s intention, yet a space that allows insects or rainwater to seep in – be it from corrosion or lack of structural integrity – would therefore suggest failure to fulfill its designed function. Therefore, a window with a leak can be considered “damaged” due to its deterioration from its former function, and thus requires repairs to restore its former function as per the user’s intention.

The “leaked window” may be a metaphor for the inability to retain its perceived purpose. This means the user can deduce that windows can be open and closed from its hinges, which, if properly closed, would be impermeable, and the frame serves to hold the window to the structure on which it is installed. The leak therefore defeats its purpose. The leak also conjures a negative connotation, as it defeats the purpose of having a window. The phenomenon is more than a metaphor. It also destroys the intended boundaries that bar undesirable elements (water and insects). A leak therefore signifies the encroachment against the will, and consequently the perceived purpose of an enclosed space as a boundary.

A boundary’s purpose is to divide spaces. An enclosement from a patch of infinite space to form an area that is finite with a clear boundary would lead to a process of defining the purpose of the enclosed area – e.g. a house – through existing knowledge and preconceptions to define such purposes. As for the case of the leaking window, the damage is considered a threat because it shows an imperfect boundary. Semantically, a closed window means nothing from outside can get in the enclosed area, which the leaking window would suggest otherwise. A leak therefore destroys the ideal function (or the perception of it), and leads to the questions of private spaces and detachment from the ecosystem.

In the case of the window, a perfect boundary would signify the sensory and perceptive detachment from the common area. The rainwater, as a part of the external ecosystem, should not be able to penetrate into the area that should be perceived or known to be dry.

Detachment is another inherent idea of a leaking boundary, which in turn leads to the question of specificity of the area, namely, ownership and permissivity. In other words, WHO defines the area, and WHO permits something to come into their enclosed space. Which raises the question of ownership, individuality, and the common space.

An enclosed/private space detached from the ecosystem is interesting in this era where the boundary is not represented by the windows, but rather the devices with access to the internet. Nevertheless, the ecosystem is still under the influence of algorithms from big data networks with yet another ecosystem of its own. Our status in the online world is therefore still connected to, and exchanging with, the “outside”. This raises the question of virtuality and interference, as well as the level of permissivity and definition of private space that the owner (or apparent owner) has over the enclosed/private space.

Imitation is thus reliant on understanding the imagery. “Imitation Leaks” begs the question of vagueness and fluidity of definition of the power of imagery and perception of damages. Even if a leak happens in an intangible world, even if the leak was not seen, even if the spatial exchange between two ecologies was imperceptible, it does not mean that the exchange does not happen. Is real space as real as the perfect boundary? Or can the leaks only be classified as real and imagined? Nevertheless, regardless of whether the leaks existed or not, the exchange between ecosystems is always there.

All the aforementioned ideas are the explanation behind the “Imitation Leaks”, viewing the leaks and damages through imagery, defining and understanding the object’s imperfection through analogies that connect with idealism of function and the perfection of the objects, as well as the factors influencing humans as entities that can use imagery and imagination to represent objects with the constructed ideals as a part of a greater, more comprehensive system.

Understanding things around us in terms of setting the boundaries, the idealism between perfection and imperfection, and how it influences the meaning of privacy, life and understanding of the concepts of architecture, and perception of human connection as a part of the ecosystem, these concepts that burst from a small hole in the window pushes us to think and understand the infinite and inherent connection between a damaged object and an ecosystem as large as the earth itself. What, ultimately, perpetuates the thoughts? Ideas? Spaces? Walls? Boundaries? Or the rain?

อชิตพนธิ์ เพียรสุขประเสริฐ

อชิตพนธิ์ เป็นนักสร้างภาพยนตร์ที่ทำงานในหลากหลายพื้นที่และรูปแบบ ทั้งภาพยนตร์จัดฉายในที่มืด ภาพยนตร์เฉพาะพื้นที่ และ ศิลปะนิทรรศการ โดยผลงานทางภาพยนตร์บางส่วนที่ผ่านมามีการสร้างสรรค์งานหลายวิธีการ หลายผลงานได้รับคัดเลือกฉายในเทศกาลสากล เช่น ภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่องแรก “หลงรัก” ที่ได้รับคัดเลือกฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Girona Film Festival ครั้งที่ 28″ (2016) ประเทศสเปน และ เทศกาลหนังทดลอง BIDEODROMO 2016. FESTIVAL DE CINE Y VÍDEO EXPERIMENTAL ประเทศสเปน, ภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” (The Scar Of River) ร่วมฉายในสายรางวัล ปยุต เงากระจ่าง, 22 Thai Short Film & Video Festival (2018) นอกจากนี้ยังมีผลงานภาพยนตร์สั้นอีกมากมาย ทั้งยังมีภาพยนตร์ขนาดยาว “ปรัมปรากากี” ที่ฉายในโรงภาพยนตร์อิสระ และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ BOGOTÁ EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL 2020 ประเทศโคลอมเบีย

Achitaphon Piansukprasert

Achitaphon is a filmmaker whose work appears in diverse spaces and forms, ranging from site-specific film to video installation, which is the artist’s latest interest. His films were selected to show in international film festivals. His first film ‘Fall in Love’ was selected to show in The 28th Girona Film Festival, Spain and an experimental film festival BIDEODROMO 2016. FESTIVAL DE CINE Y VÍDEO EXPERIMENTAL in Spain as well. The following film ‘The Scar Of River’ was part of the screening event and nominated in Official Selection (in competition), 22 Thai Short Film Festival in 2018 and his latest featured film “The Lady’s Tale” was selected to be a part in BOGOTÁEXPERIMENTALFILMFESTIVAL in 2020, Colombia.